Stevie Ray Vaughan(history)

posted on 20 Jul 2008 19:24 by rabbmusic  in history

 

Stevie Ray Vaughan เกิดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 1954 ในแถบโอ๊คคลิฟฟ์ เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ในครอบครัวยากแค้น Jim พ่อของเขาเป็นเพียงคนงานเหมืองแร่จนๆ คนหนึ่ง ที่มักจะใช้เหล้าเป็นสิ่งช่วยดับความทุกข์ และใช้ลูกๆ เป็นเครื่องระบายยามเมา ดนตรีจึงเป็นสิ่งที่ช่วยปลอบประโลมใจให้กับ Stevie มาตั้งแต่เด็ก และเช่นเดียวกับเด็กในชนบทตอนใต้ส่วนใหญ่ ที่มีเพลงบลูส์เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต Stevie จึงหลงใหลดนตรีบลูส์ตามอย่าง Jimmie พี่ชายที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาสำหรับการเล่นดนตรี ทุกครั้งที่ Jimmie หยิบกีต้าร์ขึ้นมาเล่น Stevie ที่อายุอ่อนกว่า 4ปี ก็จะเข้ามานั่งดูพี่ชายของเขาเล่นกีต้าร์ด้วยความทึ่งต่อเสียงที่เขาได้ยิน และใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งเขาจะทำได้เช่นนั้นบ้าง Stevie จดจำทุกอย่างที่ Jimmie เล่น ต้งแต่ The Yardbirds ไปจนถึง Hendrix และฟังทุกอย่างที่พี่ชายของเขาฟัง ไม่ว่าจะเป็น Muddy Waters, Howlin’ Wolf, Albert Collins, Albert King, Guitar Slim และ Freddie King แต่อัลบั้มเพลงบลูส์ชุดแรกที่เด็กน้อย Stevie ซื้อกลับเป็นอัลบั้ม Wham ของนักกีต้าร์ผิวขาว Lonnie Mack เพราะชื่นชอบเพลง Suzie-Q อย่างมาก แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าว่า Stevie ต้องเสียอัลบั้มชุดแรกไป เมื่อพ่อของเขาทำลายมันด้วยความโกรธ

 


หลังจากที่เฝ้าดูพี่ชายเขาเล่นกีต้าร์อยู่นาน เมื่ออายุ 14ปี Jimmie ก็ให้โอกาส Stevie ร่วมเล่นดนตรีในวง Texas Storm ของเขา แต่ว่าเป็นตำแหน่งเบส ทั้งสองพี่น้องแสดงดนตรีร่วมกันตามคลับคนดำทางตอนใต้ของดัลลัสอยู่ช่วงระยะหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่า วงการเพลงบลูส์ในดัลลัสค่อนข้างแคบเกินไป มันไม่เหมาะสำหรับนักดนตรีที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานเพื่อแสวงหาความสำเร็จ พวกนักดนตรีหนุ่มๆ จึงมุ่งหน้าไปแสวงโชคกันที่ออสติน ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองหลวงของดนตรีบลูส์ในเท็กซัส ในจำนวนนั้นรวมทั้ง Jimmie ด้วย แต่เขาได้ทิ้งกีต้าร์ไว้ให้น้องชายตัวหนึ่ง ก่อนที่จะจากไป Stevie จึงได้ฝึกฝนกีต้าร์อย่างหนัก เพื่อมุ่งหวังว่าจะได้เดินตามรอยพี่ชายของเขาบ้างเมื่อถึงเวลา ด้วยอัจฉริยะภาพในตัว ทำให้ Stevie สามารถเรียนรู้และค้นพบแนวทางที่แท้จริงของ เท็กซัสบลูส์ได้ดีกว่าพี่ชาย รวมทั้งพลังของดนตรีบลูส์ร็อคที่เขาเดินรอยตาม Hendrix ผสมผสานกับเสียงกีต้าร์บลูส์ที่เขาชื่นชอบ จนกระทั่งมีคนกล่าวว่า Stevie จะก้าวขึ้นไปเป็นกีต้าร์ฮีโร่คนใหม่ด้วยแนวบลูส์ร็อคของเท็คซัส หลังจากสิ้นสุดยุครุ่งเรืองของยอดนักกีต้าร์เผือก Johnny Winter



 

จนกระทั่งในปี 1972 เมื่ออายุได้ 18ปี Stevie จึงได้มุ่งหน้าไปออสตินตามอย่างพี่ชาย ซึ่งตอนนั้นมีวงดนตรี Bugs Henderson, The Cobras, Anson Funderburgh And The Rockets, Omar And the Howlers, Delbert McClinton และThe Fabulous Thunderbirds เป็นวงดังที่เล่นอยู่ตามไนต์คลับ ซึ่งวงหลังเป็นของ Jimmie




ที่ออสติน Stevie ได้ร่วมเล่นกับวงบลูส์ท้องถิ่นหลายวง เริ่งจาก Nightcrawlers ก่อนที่จะไปเล่นกีต้าร์ให้กับวงดัง The Cobras จนกระท้งได้รับคำชวนจาก Lou Ann Barton เพื่อนของ Jimmie ที่เคยร้องเพลงอยู่กับ The Fabulous Thunderbirds ให้มาตั้งวงดนตรีร่วมกัน ทั้งสองจึงฟอร์มวง Triple Threat Revue ขึ้นมา โดยมี W.C.Clark เป็นสมาชิกอีกคนหนึ่ง วงดนตรีวงนี้เป็นวงดนตรีวงแรกที่ Stevie ได้ตั้งขึ้นมา และสร้างชื่อเสียงให้เขาอยู่พอสมควร ก่อนที่จะมาเป็นวงแบ็คอัพคู่บุญ Double Trouble ในโอกาสต่อมา

 

Stevie และ Barton ได้หันมาตั้งวง Double Trouble ขึ้นในปี ค.ศ. 1978 โดยได้ Chris Layton มาตีกลอง ซึ่ง Stevie ได้ฟังเสียงกลองของ Layton จากแผ่นเสียงของ Donnie Hathaway ที่เขาพบโดยบังเอิญในครัวของ Joe Sublett เพื่อสนิที่เป็นมือแซ็กโซโฟนในวง The Cobras แต่ต่อมาไม่นาน Barton ก็แยกจากวงเพื่อไปเป็นศิลปินเดี่ยว คราวนี้ Double Trouble ได้ Jackie Newhouse มาเล่นเบสให้อยู่พักใหญ่ และหลังจากการแสดงทีฮุสตันในปลายปี 1980 Stevie และ Double Trouble ก็เป็นวงบลูส์ทริโอที่สมบูรณ์แบบเมื่อได้ Tommy Shannon มาร่วมวง

 

 

Shannon เป็นเพื่อนเก่าที่คบหากับนักดนตรีรุ่นน้องอย่าง Stevie มานานแล้ว เขาเป็นหนึ่งในไพโอเนียส์ของนักดนตรีบลูส์ผิวขาวรุ่นแรกๆ ของเท็กซัสตั้งแต่สมัยยุค ’60 เคยเล่นเบสให้กับ Winter มาก่อน และนั่นเป็นครั้งแรกที่ Stevie ได้พบกับ Shannon ตอนนั้น Stevie อายุแค่ 14ปี เขากำลังเดินผ่านหน้าคลับชื่อ The Fog ในดัลลัส ขณะที่ Winter กำลังทำการแสดงอยู่ และด้วยเสียงกีต้าร์อันยอดเยี่ยมของนักกีต้าร์เผือก ทำให้หนุ่มน้อยต้องเข้าไปนั่งฟังถึงในคลับ และได้รู้จักกับ Shannon จนกระทั่งมีโอกาสร่วมกันตั้งวง Blackbird ร่วมกับเพื่อนอีก 2-3 คนทำการแสดงอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ Stevie จะย้ายไปยังออสติน และในที่สุดเมื่อเดือนมกราคม 1981 Shannon ก็ได้เล่นเบสให้กับ Stevie  อีกครั้งในวง Double Trouble



หลังจากที่ได้เพื่อนร่วมงานที่รู้ใจ Stevie และ Double Trouble ก็สร้างชื่อด้วยการตระเวนแสดงดนตรีตามไนต์คลับและเทศกาลดนตรีบลูส์ต่างๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่านักฟังเพลงส่วนใหญ่จะรู้จักกับ Stevie ครั้งแรก เมื่อเขาได้เล่นกีต้าร์ให้กับอัลบั้ม Let’s Dance แต่สำหรับคอเพลงบลูส์ โดยเฉพาะทางตอนใต้ ต่างคุ้นเคยกับเสียงกีต้าร์ของ Stevie พร้อมกับดนตรีของ Double Trouble ก่อนหน้านั้นมาเกือบสิบปีแล้ว แม้ว่าพวกเขายังไม่เคยบันทึกแผ่นเสียงเลยก็ตาม



และแล้วในที่สุดก็ถึงเวลาทีโลกของเสียงเพลงจะได้รู้จักกับยอดนักกีต้าร์บลูส์จากเท็กซัสคนนี้ เมื่อ Mick Jagger ได้มีโอกาสชมการแสดงของ Double Trouble และประทับใจในฝีมือกีต้าร์ของ Stevie มาก เขาถึงกับชักชวนให้ Stevie ไปแสดงดนตรีร่วมกับ The Rolling Stones ที่ Danceteria Club ในนิวยอร์ค แนนอนว่า Stevie ไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้ว แตมีข้อแม้ว่า เขาต้องนำ Double Trouble ไปด้วย

 

 

blank_page

หลังจากการแสดงที่นิวยอร์ค Jagger ได้ขอให้ Stevie และ Double Trouble ไปร่วมทัวร์คอนเสิร์ตเป็นวงเปิดให้กับพวกเขาที่ยุโรป ในช่วงฤดูร้อนด้วย แต่ก่อนหน้านั้น Jerry Wexter โปรดิวเซอร์แนวริธึ่ม แอนด์ บลูส์ชื่อดัง ที่เคยชมการแสดงของ Stevie ที่ออสติน ได้ติดต่อให้ Stevie และ Double Trouble เดินทางไปแสดงในงานเทศกาลดนตรี 1982 Montreux Jazz Festival พร้อมกับสองนักดนตรีบลูส์ J.B. Hutto และ Luther Guitar Jr. Johnson และการแสดงทีสวิสเซอร์แลนด์นี่เองที่เป็นจุดหักเหในวงการดนตรีของ Stevie เมื่อ David Bowie ได้ชมและประทับใจการแสดงของเขาถึงขนาดเข้าไปคุยด้วยที่หลังเวที ทั้งสองคุยกันอย่างออกรสด้วยเรื่องของดนตรี Stevie ตื่นเต้นมาก เมื่อรู้ว่า Bowie เป่าแซ็กโซโฟนได้และชื่นชอบเสียงแซ็กของสองนักดนตรีจากเท็กซัส King Curtix และ Earl Bostic และดูเหมือนว่า Bowie จะรู้จักรากเหง้าของดนตรีเท็กซัสอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นแทนที่ Stevie จะไปทัวร์ยุโรปกับ The Rolling Stones กลายเป็นว่า เขาต้องไปนิวยอร์คเพื่อเล่นกีต้าร์ในอัลบั้ม Let’s Dance ของ Bowie แทน

 


Let’s Dance เป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดชุดหนึ่งในปี 1983 มันเต็มไปด้วยเพลงฮิตมากมาย และช่วยพยุงสถานะ ซุปเปอร์สตาร์ของ Bowie ให้มั่นคงยิ่งขึ้นอีก แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้หนทางแห่งชื่อเสียงและเงินทองในวงการเพลงสำหรับ Stevie ค่อนข้างสดใสมากทีเดียว ถ้าหากเขายังคงเล่นดนตรีอยูกับ  Bowie แต่นั่นไม่ใช่แนวทางของ Stevie เพราะเขารู้ตัวดีว่า เขาคงไม่อาจทนเล่นดนตรีเพื่อเน้นยอดขายอย่างนี้ไปได้นานแน่ ที่เดียวที่เหมาะสมสำหรับเขาคือ ดนตรีบลูส์ และในเมื่อเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น ทำไมเขาไม่รีบออกผลงานในแบบทีต้องการเสียเลย

 


Stevie กล่าวถึงการร่วมงานกับ Bowie ว่า ผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายจากการทำงานร่วมกับ Bowie แต่มันจะยิ่งน่ายินดีมากขึ้น ถ้าผมกลับไปหาเพื่อนเก่าของผม และเริ่มต้นทำสิ่งสำคัญให้เสร็จสิ้นเสียที

 

 

 

ดังนั้น Stevie จึงปฏิอเสธที่จะออกทัวร์กับ Bowie และรีบไปตาม Double Trouble มาเข้าห้องอัดเสียงด้วยกัน ตามสัญญาที่มีกับ Epic ภายใต้การแนะนำของ john Hammond แมวมองผู้เคยชักนำให้ Billie Holiday, Charlie Christian, Bob Dlan และ Bruce Springsteen เข้าสู่วงการเพลง โดยHammond พูดถึงการทำงานกับ Stevie ไว้ว่า เขาช่างยอดเยี่ยมที่สุด เป็นยอดของนักแสดงและนักดนตรี เป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ เป็นความภูมิใจของชาวเท็กซัส นักกีต้าร์เท็กซัสผู้ยิ่งใหญ่คนหลังสุดที่ผมร่วมงานด้วยคือ Charlie Christian จนกระทั่งมาถึง Stevie ตอนที่เขาตัดสินใจให้ผมร่วมเป็นโปรดิวเวอร์ด้วย ผมแทบไม่เชื่อเลยจริงๆ มันเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างสุดที่จะบรรยายได้

 


ในที่สุด Texas Flood อัลบั้มแรกของ Stvie และ Double Trouble ก็ออกมาในปี 1983 มันเป็นอัลบั้มเพลงบลูส์ที่เต็มไปด้วยความสด ผสมผสานกับพลังของเสียงดนตรีจากหนุ่มไฟแรง เต็มไปด้วยความเข้มข้นเร้าใจ และสำเนียงที่เฉียบขาดเร้าอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นสโลว์บลูส์แบบไตเติ้ลแทร็ค หรือ ซิงเกิ้ล Pride And Joy ร็อคบลูส์มันส์ๆ ในขณะที่ Love Struck baby เป็นร็อค แอนด์ โรลในแนวบลูส์ทีครึกครื้นมาก เสียงกีต้าร์ใน Texas Flood ทำให้อัลบั้มชุดนี้ คว้ารางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปี ของนิตยสาร Guitar Player ในขณะที่ Stevie ได้รับรางวัลนักกีต้าร์หน้าใหม่ยอดเยี่ยม ควบไปกับนักกีต้าร์บลูส์ไฟฟ้ายอดเยี่ยม ซึ่งเป็นคนแรกที่สามารถคว้ารางวัลได้ถึง 3รางวัลในปีเดียวนับตั้งแต่ครั้งหลังที่ Jeff Beck ทำได้ในปี 1976

 

 blank_page

อัลบั้ม Could’t Stand The Weather ตามออกมาอย่างต่อเนื่องในปีถัดมา คราวนี้ ดูเหมือนว่าการทำงานของ Stevie และ Double Trouble ยิ่งลงตัวมากขึ้น มนต์ขลังของเท็กซัสบลุส์ถูกถ่ายทอดสู่อัลบั้มชุดนี้อย่างเต็มเปี่ยมไม่ว่าจะเป็นกีต้าร์หรือเสียงร้อง Cold Shot เป็นเพลงที่สื่อถึงพื้นเพดนตรีเท็กซัสบลูส์ได้ชัดเจน ในขณะที่ Couldn’t Stand The Weather บ่งบอกถึงความชื่นชมที่มีต่อ Hendrix ได้แจ่มแจ้ง และสมบูรณ์ที่สุดเมื่อ Stevie นำ Woodoo Child กลับมาเล่นใหม่อีกครั้ง อัลบั้มชุดนี้ก็ทำให้ Stevie ได้รางวัลนักกีต้าร์บลูส์ยอดเยี่ยม จากนิตยสาร Guitar Player อีกครั้ง และหลังจากนั้นเขาก็ได้รับติดต่อกันในปี 1985,86,88 และ 89 จนทำให้นิตยสารกีต้าร์ฉบับนั้น จารึกชื่อเขาไว้ในทำเนียบศิลปินยอดเยี่ยมตลอดกาล และในปีเดียวกันนี้ก็มีอัลบั้ม Blues Explosion ที่บันทึกจากการแสดงสดในเทศกาลดนตรี 1982 Montreaux Jazz Festival ของ Stevie และ Double Trouble ออกมา นอกจากนี้ Stevie ยังไปเลนกีต้าร์ในอัลบั้ม Texas Twister ของ Johnny Cjopeland ด้วย

 

 

ในปี 1985 อัลบั้มชุดที่3 ของ Stevie ก็ออกมา คราวนี้เขาได้เพิ่มเสียงคีย์บอร์ดเข้าไปในอัลบั้ม Soul To Soul ด้วย จากฝีมือของ Reese Wynans ทำให้ Double Trouble กลายเป็นวงสี่ชิ้นไปโดยปริยาย Wynans เคยเล่นดนตรีอยุ่กับวงของ Delbert McClinton ก่อนที่ Stevie จะชวนมาร่วมงานกัน เมือได้นักคีย์บอร์ดมาแบ่งเบาภาระ ทำให้เสียงกีต้าร์ของ Stevie ยิ่งสอดใส่ลูกเล่นได้อิสระมากขึ้นไปอีก ทำให้เท็กซัสบลูส์ของเขาโดดเด่นยิ่งขึ้นอย่างในเพลง Change It และมีเพลงบยลูส์หวานๆ เสริมเข้ามาใน Life Without You เพลงนี้ Stevie แต่งขึ้นหลังจากการเสียชีวิตของเพื่อนของเขา Chariey Wirzซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายกีต้าร์ในเท็กซัส Stevie ร้องเพลงนี้ได้นุ่มนวลมาก และ ปีนี้ Stevie ได้ไปช่วยงานในอัลบั้มของ James Brown, Roy Head และ Bennie Wallace รวมทั้งยังได้ไปเล่นกีต้าร์และร่วมเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับฮีโร่ของเขา Lonnie Mack ในอัลบั้ม Strike Like Lighting..... 

 

 

ไม่เพียงออกอัลบั้มติดต่อกันทุกปี Stevie และ Double Trouble ยังออกทำการแสดงอย่างหนัก พราะนั่นเป็นสิ่งที่ Stevie รักมากที่สุด สำหรับการได้ยืนเล่นกีต้าร์ต่อหน้าแฟนเพลงบลูส์ การทุ่มเทให้กับการแสดงอย่างหนัก ทำให้บางครั้งร่างกายของ Stevie ทนทานไม่ไหวต้องล้มลงขณะอยู่กลางเวที นอกจากนี้ เขายังมีปัญหาเรื่องเหล้าและยาด้วย โดยเฉพาะเหล้า เขาดื่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนสุขภาพทรุดโทรมลง ถึงขนาดต้องเข้ารับการบำบัดอยู่นานทีเดียว ส่งผลให้เขาต้องพักการแสดงและไม่มีอัลบั้มชุดใหม่ ออกมาเว้นแต่อัลบั้มแสดงสด Live Alive ที่ออกในปี 1986 แต่ถึงแม้จะไม่มีอัลบั้มของตัวเองออกมา Stevie ก็ยังไปช่วยงานนักร้องและนักดนตรีคนอื่นๆ อยู่เช่นเดิม นั่นตั้งแต่ Don Johnson, Teena Marie, Jennifer Warnes, A.C.Reed, Stevie Wonder, Bill Carter, Brian Slawson และได้ไปเล่นกีต้าร์กับ Dick Dale นักกีต้าร์รุ่นเก๋าส์อีกคนในเพลง Pipeline จากซาวแทร็คภาพยนตร์เรื่อ Back To The Beach

 


จนกระทั่งปี 1989 Stevie และ Double Trouble ก็กลับมาพร้อมด้วยอัลบั้ม In Step ที่ทำให้ Stevie ได้รับรางวัลแกรมมี่มาครอบครองได้สำเร็จ อัลบั้มชุดนี้เขาอุทิศให้แก่ John Sammond ที่เสียชีวิตลงในปี 1987 ดนตรีใน In Step มีกลิ่นไอของร็อค แอนด์ โรลที่เข้มข้นขึ้น โดยได้ Doyle Bramhall เพื่อนนักดนตรีสมัยวง Texas Storm มาช่วยแต่งเพลงด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพลง Tightrope หรือ Crossfire โดยมีเพลง The House Is Rockin’ โดดเด่นที่สุด ด้วยบรรยากาศสนุกสนาน และเพลง Riviera Paradise ที่กลายเป็นเพลงประจำตัวของเขาอีกเพลงหนึ่ง ส่วนเพลง Wall Of Danial เขาแต่งให้กับตัวเองที่เกือบตายด้วยยามาแล้ว

 

 

และแล้วการรอคอยของแฟนเพลงก็เกิดขึ้นในปีถัดมา เมื่อ Stevie และ Jimmie ได้มาร่วมงานกันในอัลบั้มชุด Family Style อัลบั้มชุดนี้มีแนวดนตรีที่หลากหลายขึ้น เต็มไปด้วยความสดใส และ Bramhall ก็มีส่วนร่วมแต่งเพลงเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นเพลงริธึ่ม แอนด์ บลูส์ อย่าง Long Way From Home หรือเพลงสไตล์เมมฟิสตามแนวของ Jimmie ใน Hard To Be และในเพลง Brothers ทั้งสองพี่น้องสไลด์กีต้าร์ได้สะใจมาก แต่ใครจะคาดคิดว่า การร่วมงานครั้งแรกของสองพี่น้อง Vaughan Brothers จะเป็นการทำงานกันครั้งสุดท้ายและเป็นอัลบั้มสุดท้ายของ Stevie ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

 

 

ก่อนที่อุบัติเหตุจากเครื่องบินตก จะพรากยอดนักกีต้าร์บลูส์จากเท็กซัส Stevie Ray Vaughan ไปตลอดกาล

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

จาก...

นิตยสาร บันเทิงคดี ฉบับที่ 78

ตีความเทศ.....เริงรมย์คดี

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Archives